วันนี้....ผมได้เห็นแสงแห่งชีวิต แสงที่จะทำให้คนบ้าๆอย่างผม
ไปสู่จุดมุ่งหมายในชีวิตที่เคยใฝ่ฝันไว้ได้...

วันนี้เรียนแนะแนวครับ อาจารย์แนะแนวสอนได้แบบ...

"เห็นดวงตาแห่งAdmission"

(เหมือนดวงตาแห่งธรรมป่าวหว่า- -*)

สอนได้ดีอย่างเหลือเชื่อจริงๆ...ถ้าถามว่าเหมือนกับอะไร
คงเหมือนกับมีเพื่อนชวนคุณไปดูหนังที่คุณไม่รู้จัก แล้วเขาเกริ่นให้ฟังว่าหนังนั่นสนุกอย่างไร จนคุณคล้อยตามเขาไป....

นักเรียนทั้งห้อง....ตั้งใจฟังกันอย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งๆที่มีแต่สาระกันเน้นๆ มุขตลกแซมเล็กน้อย แต่เมื่อได้ฟังแล้ว ก็เกิดความรู้สึกที่ว่า

"ตัวเรายังขยันไม่พอจริงๆ...จะไปสู้กับคนอื่นที่เขาตั้งใจสอบได้อย่างไร"

ยิ่งฟังสิ่งที่อาจารย์แนะนำเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามให้มากขึ้นเท่านั้น

ประโยคแต่ละคำที่ออกมาจากปากอาจารย์

เหมือนจะเป็นหลักแห่งความจริง

ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ แต่ไม่เคยรู้เท่านั้นเอง

"อ่านหนังสือไม่ต้องทุ่มสุดตัว วันละชม .ก็พอ เพราะคนเรามักจะไม่มีสมาธิเมื่อทำอะไรติดต่อกันเกิน 1 ชม. แต่เธอลองคิดดู แค่วันละชม. เธอก็ได้ทบทวนบทเรียนที่เคยเรียนไปจนจำเข้าไปในสมองได้ ไม่ใช่ว่าเธออ่านรวดเดียวจบ แล้วทิ้งไว้สามเดือน แล้วค่อยมาอ่านอีกที มันก็ลืมหมดจริงไหม?"

"แค่ทำข้อสอบวันละข้อ ลองคิดดู 365 วันก็ 365ข้อ ถ้าเธอทำมาตั้งแต่ ม.4 มันก็ได้เป็นพันข้อ จะมาบอกไม่มีเวลาอ่านหนังสือ การบ้านเยอะกันได้ยังไง?"

"เวลาของคนที่มันรวย กับคนที่มันจน มันก็เท่ากัน แต่มันต่างกันตรงที่การจัดการแบ่งเวลาให้เกิดประโยชน์"

"คนเรามี 24 ชม. เท่ากัน เธอจะบอกว่าไม่มีเวลาได้ยังไง? แล้วไอ้คนที่มันมีเงินเป็นพันล้าน มันก็มีแค่ 24 ชม. ไม่ใช่เหรอไง"

"1นาทีของบางคนดุจทอง แต่1นาทีของบางคนก็ยังกับก้อนกรวดที่ไร้ค่า"

"คนที่เรียนเก่ง เพราะตั้งใจเรียน ตั้งใจทบทวน ไม่ต้องเรียนพิเศษที่ไหนก็มีเหมือนกัน"

"เธอเคยคิดบ้างไหม ที่ไปเรียนพิเศษน่ะรู้เรื่องหรือป่าว? ขนาดแค่เรียนที่โรงเรียนพวกเธอยังไม่รู้เรื่องเลย"

"เรียนพิเศษน่ะ มันไม่ได้เริ่มจาก1 แบบเรียนที่โรงเรียน ถ้าเธอไม่รู้เรื่องที่โรงเรียน เรียนไปแล้วมันจะได้อะไร"

"คนที่มันขยันจริงๆน่ะ เขาเตรียมพร้อมตั้งแต่ ม.4 แล้ว ถ้าพวกเธอถามว่า ตอนนี้ ยังเริ่มทันไหมจำไว้....มันยังไม่สายหรอก กลับบ้านไปวันนี้ลองอ่านหนังสือดูสิ อ่านไปเหอะ วันละนิด เธอก็จะจำได้เองแหล่ะ"

แต่ละประโยคของอาจารย์ ที่ทยอยเข้าสู่สมองของผม...เหมือนจะช่วยขัดเกลาจิตใจของผมเลยครับ....TT ฟังแล้วสุดยอดจริงๆ

ที่ผมเอามาบอกเล่าให้ฟัง เพราะอยากให้คนอื่นๆที่จะสอบปีนี้ ได้รับรู้บ้างครับ^^"
วันนี้เกิดความรู้สึกอยากหยิบหนังสือมาอ่านอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ...(แต่จะทำได้หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง)

อาทิตย์หน้า ผมจะเอาหลักธรรมของอาจารย์มาบอกเล่าให้ฟังอีกครับ!
(ปล. ผมไม่ได้โง่นะT_T แต่แค่ไม่ขยันอ่ะ ไม่เคยอ่านหนังสือเลย...
แต่เกรดเฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่3.87 -3-)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เรื่องพวกนี้ตอนที่ผมจะเตรียมตัวเอ็นท์ผมก็รู้ครับ รู้แต่ไม่ทำ เพราะอะไร?
1. ในความคิดของผมการเตรียมตัวเอ็นท์มีสองแบบ
1.1 เตรียมตั้งแต่ม.4 เวลาสอบเอ็นท์จริงๆ คุณจะสบายมาก (สบายจริงๆ นะ ข้อสอบเอ็นท์ก็ใช่ว่าจะยาก ที่คนเขาสอบไม่ติดกันเพราะว่าเขาไม่แม่นเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่ามันยาก)
1.2 เตรียมช่วงม.6 (ทั้งปีนะ ไม่ใช่เฉพาะก่อนสอบ) วิธีนี้ถ้าเทียบกันจริงๆ ประสิทธิภาพไม่เท่าแบบแรกหรอกครับ เพราะคุณจะต้องขยันกว่าที่คุณเป็นหลายเท่า แต่ข้อดีก็คือในช่วงม.4-5 คุณจะมีเวลาไปทำอะไรที่คุณสนใจได้เต็มที่ แล้วผมก็เลือกแบบนี้
2. ช่วงนั้นผมกำลังสนใจเรื่องหนึ่งขนาดหนัก (ไม่ขอบอกว่าเรื่องอะไร) มารู้สึกตัวอีกทีก็ม.6 แล้วเลยต้องเลือกข้อ 1.2 ไปโดยปริยาย (อ้าว.. นึกว่าเตรียมตัวมาดี)

PS สิ่งที่อาจารย์คุณพูดคือสิ่งที่คนอยากเอ็นท์ติดและเตรียมตัวมาดีเขาทำกันครับ ไม่ใช่คนขยัน คนที่ขยันจริงๆ มันขยันกันเป็นเทวดาเป็นปิศาจ ผมไม่อยากพูดถึง
PPS วันนี้ผม comment ยาวจังเลยเนอะ คุณว่ามะ?

#1 By P.S. on 2005-06-08 19:03

เห็นด้วยครับ ยาวจริงๆด้วย แต่ถึงยาว สาระก็แน่นนะ^^ ขอบคุณครับ ผมจะเอาไปใช้กับตัวเองบ้าง(อาจะเป็นข้อ1.2ด้ว?- -*)

#2 By chonchonjung on 2005-06-08 19:07

เหอๆ

มองเห็นแล้ว

แต่ไม่อาจเดินไป

เพราะใจไม่แข็งพอ....=.,=

ปล. ยังไม่ได้เริ่มอ่านเลยแฮะ อีกไม่กี่เดือนแล้ว><

#3 By $e@l on 2005-06-08 19:26

จริงๆแล้วถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน แรงฮึดจะเกิดได้ง่ายขึ้น ของผมนี่ตั้งเป้าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่ ม 2 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็จะรู้เลยว่า อะไรต้องทำ อะไรไม่ต้องทำ และอะไรต้องไม่ทำ ผมไม่ได้ตั้งใจเรียนทุกวิชา ผมตั้งใจแต่เฉพาะที่ผมต้องใช้เท่านั้น ซึ่งลดภาระในการต้องขยันไปอย่างมาก (อย่างว่าครับ มันเป็นยุทธศาสตร์ ก่อนยุค แอดมิสชั่น)
จริงๆแล้ว 7 Habits หรือ เจ็ดอุปนิสัยสู่ความเป็นเลิศ ข้อแรก คือ โปรแอกทีฟ หมายถึงมีความคิดริเริ่ม และ ลงมือทำทันที โดยไม่รอช้า ข้อสอง คือ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในจิตใจครับ ซึ่งจะเป็นหางเสือ พาเราไปในทางที่ถูกต้อง ข้อสาม คือการจัดสรรเวลาให้เป็น แค่สามข้อ เอ็นทรานต์ก็เป็นเรื่องหมูๆครับ ลองดูนะ

#4 By house on 2005-06-08 20:07

โอคำพูดเยี่ยงนี้คงไม่พ้นซิสเตอร์นันทาเป็นแน่- -~

ห้องนายต่างจากห้องเราหน่อยนึง เห็นว่าห้องนายตั้งใจฟังกันมากโคตรๆ โอ้เทียบกันแล้ว ^^!

คนด้านหลังผมหลับ ด้านข้างอ่านหนังสือเรียนวิชาอื่นอย่างสบายๆ คนด้านหน้าคุยกันหัวเราะเอิ๊กอ๊าก- -~

ตัวเรานั้นก็ทำอย่างอื่นแต่ด้วยที่มีความสามารถพิเศษสามารถฟังไปด้วยและทำอย่างอื่นไปด้วยเลยจับใจความได้*v*

เพียงแต่เราก็คิดๆอยู่ว่าเรื่องที่อาจารย์พูดน่ะ ไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมเสียเท่าไร ลองมานึกๆดูแล้วอาจารย์ก็เป็นเพียงผู้ผลักดัน จะเอนท์ติดไม่ติดก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา

ผมมาลองนึกๆดู "เรื่องแบบนี้ใครๆเขาก็รู้ เพียงแต่จะทำหรือไม่ทำ ถ้าฟังแล้วไม่ทำฟังไปก็เท่านั้น"

หัวข้อนายทำให้เราอยากเขียนบล๊อกแฮะ คงต้องกลับไปเขียนเพิ่มเติมสักหน่อย นานๆทีซีเรียสมั่ง

#5 By postman on 2005-06-08 23:12

ยาวๆ มากเลยค่ะ แลดูคำพูดดีมากๆ เลยนะ แต่ฟังแล้วจาหลับ

#6 By [ Lucifer*Z ] on 2005-06-09 18:04

เราคงไม่เครียดล่ะ...ที่จริงจะแกไปสอบข้างนอกก็ได้น่ะ แต่กลัวไม่ติด ยิ่งขี้เกียจๆอยู่ อยู่ที่ๆเราอยู่แหละเสถึยรสุด วันนี้ลง shop หลับทั้งวันเลย สบายโคตร

#7 By ~:MaD-EyE:~ on 2005-06-09 18:20

Favourites