วันนี้มาแบบสาระเน้นๆเลยครับ

พอดีช่วงนี้เริ่มเข้าโปรเจ็ค Pre-thesis 

อาจารย์เลย เอาเล็คเชอร์เรื่องนึงมาสอน ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มากๆ ในทุกด้าน

ไม่ว่าจะเป็น การสร้างหนัง การทำการ์ตูน การเขียนบทความ หรือการพูด
เลยเอามาให้ทุกท่านได้อ่านกันด้วยครับ รับรองว่านอกจากมีสาระแล้ว

บางเรื่องยังทำให้หลายคนร้องอ๋อถึงสูตรตายตัวที่ใช้สร้างสรรค์หนังหรือการ์ตูนดังๆหลายเรื่องใช้แน่ๆ


Creative Content Creation: การสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง

Narrative: การเล่าเรื่อง

สามารถแบ่งมุมมองในการเล่าเรื่องได้เป็นสามแบบ คือ

  • First Person View มุมมองบุคคลที่1
    เป็นการเล่าเรื่องจากตัวเอง โดยการเล่าด้วย "ผม" "ฉัน" เพื่อให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเหมือนผู้อ่านเป็นตัวละครนั้นๆ เช่น "เสียงกริ่งดังขึ้น ผมเดินไปที่ประตู แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะเปิดมันดีหรือเปล่า เพราะผมกลัวว่าจะเป็นเจ้าหนี้ของผม" ซึ่งเป็นมุมมองที่แคบ ไม่สามารถเล่าสิ่งที่ตัวละครไม่รู้ได้
  • Second Person view มุมมองบุคคลที่2
    ใช้ "คุณ" ในการเล่าเรื่อง ทำให้การเล่าเรื่องดูไม่ถูกจำกัด สร้างความรู้สึกเหมือนบทความกำลังคุยกับผู้อ่าน และให้ความรู้สึกเหมือนผู้อ่านมีทางเลือกมากกว่า เช่น "คุณได้ยินเสียงกริ่ง คุณไปที่ประตู แต่คุณต้องตัดสินใจว่าจะเปิดประตูดีหรือไม่.... แล้วคุณก็เปิดประตูออกไป พบกับเจ้าหนี้ของคุณ"
  • Third Person view มุมมองบุคคลที่3
    ใช้ "เธอ" "เขา" ในการเล่าเรื่อง สามารถเล่าได้หลากหลายกว่า สามารถเล่ารายละเอียดที่ตัวละครไม่รู้ได้ แต่จะดูห่างเหินที่สุด เช่น "เสียงกริ่งดังขึ้น เขาเดินไปที่ประตู  แต่เขาไม่แน่ใจที่จะเปิดมันดีหรือไม่ เพราะคนที่รอเขาอยู่หลังประตู คือเจ้าหนี้ของเขานั่นเอง"

 

Plot: โครงเรื่อง

วิธีการวางโครงเรื่องที่ดีจะต้องมีหลักการเล่าดังนี้

 
อยากให้ไปดูกราฟของคุณ Chubby ตอนรีวิวหนังมากๆ เพราะรู้สึกส่วนใหญ่จะตรงเด๊ะ 555

  1. Expositioning
    แนะนำตัวละคร เกริ่มเนื้อเรื่องเริ่มต้น ปรับความเข้าใจและจูงผู้อ่านให้รู้สึกถึงบรรยากาศและความเป็นไปของเนื้อเรื่อง เช่น การแสดงภาพบิ๊กเบน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตการณ์นี้เกิดขึ้นที่ลอนดอน หรือการมองเห็นคนใช้เวทย์มนต์กันได้ทุกคน เพื่อแสดงให้เห็นว่า การใช้เวทย์มนต์ในเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา
  2. Rising Action
    การสร้างความขัดแย้ง ความสงสัยให้ผู้ดู เพื่อให้ต้องการหาคำตอบ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวพระเอกซะส่วนใหญ่ โดยแบ่งเป็น
    - พระเอก VS ตัวเอง  เช่น สู้กับจิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง
    - พระเอก VS สังคม   เช่น สู้กับการกีดกันของสังคม ความรวย ความจน
    - พระเอก VS ธรรมชาติ เช่น สู้กับภัยพิบัติของโลก
    - พระเอก VS โชคชะตา เช่น เป็นลูกทาสแต่สุดท้ายก็กลายเป็นขุนนางได้
    - พระเอก VS คน เช่น สู้กับตัวร้าย
  3. Climax
    จุดสูงสุดของเนื้อเรื่อง เฉลยสิ่งที่คนสงสัย แต่อาจไม่สำคัญที่สุด ยังไม่เกิดผลสรุป
    เช่น รู้แล้วว่าคนฆ่าพ่อของพระเอกคือใคร  แต่ก็ยังไม่ได้สู้กับตัวร้ายนั้น
  4. Falling Action
    แสดงผลลัพธ์ที่เกิดจาก Climax นั้น แต่อาจยังเหลือข้อสงสัยอยู่ เช่น พระเอกทนไม่ไหว วิ่งไปสู้กับตัวร้ายแล้วชนะโดยตัวร้ายไม่สู้เลย(ทำไมล่ะ?)
  5. Resolution
    สรุปผลทั้งหมดว่าเป็นยังไง ไขข้อสงสัยของผู้ดูทั้งหมด เช่น ท้ายที่สุดแล้ว คนร้ายแค่บังเอิญฆ่าพ่อของพระเอกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และรู้สึกผิดมาตลอด

Character: ตัวละคร

คือ ลักษณะนิสัยต่างๆที่รวมกันสร้าง ตัวละคร ขึ้นมา
โดยมี Background(เบื้องหลัง)ให้รู้ถึงลักษณะที่มาของนิสัยแต่ละอย่างของตัวละครได้เป็นอย่างดี(แต่อาจไม่เล่าในเรื่องก็ได้) ซึ่งการคิดตัวละครที่ดี คือการคิดตัวละคร ตั้งแต่เกิดเลย
(อาจารย์ยกตัวอย่างถึง เจมส์ บอนด์ ที่นิสัยเจ้าชู้ เก่งรอบตัว พูดได้หลายภาษานี่มาได้ยังไง โดยผู้เขียนเรื่อง ได้คิดตัวละครที่ชื่อเจมส์ บอนด์นี้โดยเริ่มตั้งแต่เกิด แต่ก็ไม่ได้กล่าวไว้ในหนังทั้งหมด เช่น ที่พูดได้หลายภาษาก็เพราะ พ่อพูดภาษานึง แม่พูดภาษานึง และตัวเองตอนเด็กก็ไปอยู่อีกประเทศเลยได้อีกภาษา)

 

Archetypes: ลักษณะบุคคล

  ถูกคิดขึ้นโดย นักจิตแพทย์ชาวสวิส Carl Jung    แบ่งเป็น 8 ประเภทดังนี้

  • The child
    มีความเป็นเด็กทางจิตใจ, ไร้เดียงสา,สดใส, ร่าเริง, ไร้มลทิน
    ตัวอย่าง: พีเตอร์แพน, อลิส
  • The hero
    เป็นคนที่เริ่มจากจุดที่อ่อนแอ แต่ก็เอาชนะอุปสรรค์นั้นได้ จนเกิดความเปลี่ยนแปลง เป็นคนอีกแบบนึง ที่คนชื่นชม ซึ่งมักเป็นลักษณะของพระเอกทุกเรื่อง เพราะว่า ตอนเริ่มที่อ่อนแอเป็นคนธรรมดานั้น สร้างความรู้สึกให้กับคนดูว่า "เราก็เป็นแบบนั้น" ทำให้้คนดูถูกชักจูงได้ง่ายขึ้น
    ตัวอย่าง:  แฮร์รี พอตเตอร์, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
  • The great Mother
    ผู้มีความโอบอ้อมอารี, เกื้อหนุนคนอื่น, เป็นที่พึ่งพิงได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงก็ได้
    ตัวอย่าง: ซีเรียสแบล็ค, แม่นม
  • The wise old man
    ผู้ชาญฉลาด, ผ่านโลกมาเยอะ,ให้คำแนะนำด้านต่างๆแก่ตัวเอก สอนประสบการณ์ทางด้านจิตใจ
    ตัวอย่าง:  ดัมเบิ้ลดอร์, โยดา
  • The trickster หรือ Fox
    ตัวละครที่ฉลาดแกมโกง แต่ไม่ใช่ตัวร้าย, ขี้เล่น
    ตัวอย่าง:ศรีธนญชัย, พี่น้องฝาแฝดวิสลี่ย์
  • The devil
    ตัวร้ายอย่างชัดเจน แสดงออกถึงมุมมืดของจิตใจมนุษย์(สิ่งที่คนทั่วไปเคยคิดจะทำ แต่สติสั่งให้ไม่ทำ)
    ตัวอย่าง:  โจ๊กเกอร์, โวลเดอร์มอร์
  • The scarecrow
    ตัวละครที่มีลักษณะไม่แน่นอน ดูจากลักษณะทั้งภายในและภายนอกไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นตัวดีหรือตัวร้าย(อาจเป็นตัวร้ายที่จริงๆเป็นตัวดี หรือตัวดีที่จริงๆเป็นตัวร้าย)
    ตัวอย่าง: ซีเรียสแบล็ค(ตอนที่ยังไม่เฉลย), ราซอาลกูล(ในฺBatman begin)
  • The mentor
    เป็นคุณครู ผู้สอน สร้างลักษณะนิสัยให้ตัวละคร ช่วยเปลี่ยนแปลงตัวละครประเภทHero แต่ไม่ได้ให้คุณค่าทางจิตใจแบบ The wise old man
    ตัวอย่าง: โอบีวัน,ทีโมนกับพุมบ้าในlion king(ขอบคุณคุณ ~: D e B R i L :~ สำหรับคำแนะนำครับ)

  Tips สูตรลับในการสร้างเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ

  •  การเขียนเนื้อเรื่อง ควรมีตัวละครที่กล่าวมาทั้งหมดในเรื่องเดียวกัน เพื่อความซับซ้อน และเนื้อเรื่องที่ลึก เช่น star wars, แม้แต่การ์ตูน one piece ก็ใส่หมดเหมือนกันนะครับ!
  • ควรมีตัวละคร 3 รุ่น(Generation) คือ รุ่นปู่  รุ่นพ่อ และรุ่นพระเอก เพื่อการท้าวความหลังของเนื้อเรื่องที่ดีครับ โดยหลักการวาง Archetype มักจะเป็นแบบนี้ครับ