Myself

ส่งประกวด Samsung Galaxy Note 2 Contest for Exteen

posted on 26 Sep 2012 23:02 by chonchon in Myself directory Cartoon, Diary, Idea
แอบกลับมาอัพบล็อกหลังจากห่างหายไปนานนับปี!!!=[]=
 
เพราะพอดีเห็นงานประกวด
 
 
หน้าเว็บพอดี
และเผอิญว่าเราก็มี Samsung Galaxy note ซะด้วย เลยขอร่วมประกวดซะหน่อย
 
 
 
"SKY NOTE"

  • อุปกรณ์ : มือถือ Samsung Galaxy note
  • โปรแกรม: S note 100%
  • เวลา: ประมาณ 3 ชั่วโมง
  • คอนเซป: อยากทำอะไรที่มีส่วนร่วมระหว่าง Samsung กับ Exteen เลยได้ไอเดียว่า
                    ใช้ปากกาด้ามนี้แหล่ะ วาดท้องฟ้าแห่งสังคมExteen ซะเลย! โดยใช้Background
                    ของSnote ร่วมในการวาดด้วย
 
 
How to เล็กน้อย(เป็นหลักฐานว่าใช้จริง 555)
 
 width=
  1. ลองร่างไอเดียคร่าวๆก่อน วาดเส้นท้องฟ้า เส้นปากกา
  2. ถ่ายแบบมือจับปากกามาใช้อ้างอิง หาโลโก้ Exteen มาแปะ ร่างโครงเส้นขอบฟ้าคร่าวๆ
  3. ลงสีก้อนเมฆ ปากกาและมือจับ
  4. ใส่ Shape กรอบคำพูด และเขียนชื่อภาพด้วยปากกา เป็นอันเสร็จ!

ช่วงนี้พยายามฝึก ปากกาในNote พอดี ขอแถมรูปที่วาดไว้ด้วยเลย

 
 
ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาครับ
ผมคงไม่ค่อยได้อัพบล็อกแล้วล่ะ เนื่องจากทำงานแล้ว
แต่หากใครอยากคุย ลองแอดผมใน Facebook ได้นะครับ^^
Chonchon Jung

 

เอนทรีที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างที่บอกไว้ ว่าคราวนี้จะมาพูดถึงทฤษฎี "Monomyth" ที่  Joseph Campbell
เป็นผู้สรุปขึ้นในหนังสือ The Hero with a Thousand Faces ที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1949 
ซึ่งยังเป็นหนังสืออ้างอิงที่ยอดเยี่ยมมากจนปัจจุบันนี้ (ถูกนำมาตีพิมพ์ครั้งล่าสุดในปี 2008 ลองไปหาซื้อกันได้ครับ)

The Hero with a Thousand Faces

 
โดย Monomyth เป็นคำจำกัดความ ในการสรุปโครงสร้างการเล่าเรื่องของตำนานต่างๆทั่วโลก
โดยสามารถสรุปสูตรสำเร็จนี้เป็นเนื้อเรื่องสั้นว่า

 

"วีรบุรุษได้เดินทางออกจากโลกของการใช้ชีวิตปกติของตน ไปสู่โลกที่ไม่เคยรู้จัก ได้ผจญภัยและเอาชนะสิ่งต่างๆที่นั่น และได้กลับมา พร้อมทั้งนำสิ่งที่ได้รู้มา ใช้เป็นประโยชน์แก่ตนและสังคมของตน"  

 

ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล่าของ โมเสส , พระพุทธเจ้า , พระเยซู หรือตำนานอื่นๆ ล้วนมีวิธีการเล่าเรื่องในรูปแบบนี้ทั้งสิ้น

 

 

Cambell ได้แบ่งเนื้อเรื่อง Monomyth ออกเป็น 17 ช่วงด้วยกัน (ซึ่งไม่ต้องครบทั้ง 17 ช่วงก็ได้ )


Departure การออกเดินทางออกจากสถานภาพเดิม

1 The Call to Adventure การเรียกสู่การพจญภัย
ตัวเอกเริ่มจากชีวิตธรรมดา และได้รับข้อมูลที่เป็นการเรียกเขาออกไปสู่โลกที่เขาไม่รู้จัก

2 Refusal of the Call การปฏิเสธคำเรียก
ตัวเอกที่จะเป็นวีรบุรษในอนาคต เลือกที่จะไม่ไป อาจเป็นเพราะ ภาระ หน้าที่ ความกลัว หรืออื่นๆ

3 Supernatural Aid การช่วยเหลืออย่างผิดธรรมชาติ
เมื่อตัวเอกตัดสินใจที่จะไป ก็จะมีตัวช่วยโผล่ออกมา ซึ่งคือ The mentor ซึ่งอาจมาพร้อม คำแนะนำ การให้ความสามารถ หรือให้อาวุธ ที่จะช่วยเหลือเขาได้ในอนาคต

4 The Crossing of the First Threshold การก้าวข้ามประตูแห่งการเริ่มต้น
ตัวเอกเริ่มก้าวออกจากโลกที่ตัวเองรู้จัก ไปสู่การผจญภัยในโลกที่ไม่รู้จัก
และอันตราย

5 Belly of The Whale ยืนอยู่ ณ ขอบของประตู
ช่วงสุดท้ายก่อนไปจากโลกที่ตนเองรู้จัก เป็นช่วงที่แสดงถึงความเต็มใจและเตรียมพร้อมสู่ความเปลี่ยนแปลงของตัวเอก

Initiation การเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงสถานภาพใหม่
6
The Road of Trials เส้นทางแห่งความท้าทาย
ช่วงที่พระเอกจะพบกับ บททดสอบต่างๆ สู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งอาจมีล้มเหลวบ้าง

7 The Meeting With the Goddess พบเทพธิดา
ตัวเอกได้พบกับความรัก ซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่พลังอันยิ่งใหญ่ของตน หรืออาจเป็นการที่ตัวเอกพยายามตามหาคนอันเป็นที่รักมาก ซึ่งเป็นช่วงนึงที่สำคัญมากในการเปลี่ยนแปลง

8 Woman as Temptress พบสิ่งยั่วยวน
ตัวเอกอาจถูกยั่วยวนจากบางสิ่ง(ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง) จนทำให้ละทิ้งจากภาระการเดินทางของตน

9 atonement with the Father เผชิญหน้าผู้ยิ่งใหญ่
ตัวเอกต้องพบกับผู้ที่มีพลังยิ่งใหญ่(โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพ่อของตัวเอก) ซึ่งนับเป็น จุดกึ่งกลางของการเดินทาง ทุกช่วงที่ผ่านมาก็เพื่อให้มาถึงจุดนี้

10Apotheosis ไปสู่สรวงสวรรค์
เป็นช่วงที่ตัวเอกได้ผ่อนคลาย ได้พบกับความสงบ ก่อนที่จะเดินทางกลับจากการผจญภัย

11The Ultimate Boon  สุดยอดของวิเศษ
ตัวเอกได้บรรลุเป้าหมายการเดินทาง จากการปูเนื้อเรื่องที่ผ่านมา และได้รับอะไรบางอย่างอาจเป็นประสบการณ์ ความสามารถ หรือของวิเศษอย่างความอมตะ หรือ จอกศักดิ์สิทธิ์

Return การกลับมาพร้อมสถานภาพใหม่

12 Refusal of the Return ปฏิเสธอีกครั้ง
หลังจากได้รับของวิเศษ ตัวเอกอาจรู้สึกไม่อยากกลับไปดินแดนของตน เพื่อแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้

13 The Magic Flight การหนีสุดอลังการ
บางทีของวิเศษที่ได้มาอาจมีใครมาตามจองล้างจองผลาญตลอดการเดินทางกลับ ทำให้กลายเป็นการผจญภัยขากลับสุดอลังการ

14 Rescue from Without การช่วยเหลือขากลับ
หลังจากเหนื่อยล้าและบาดเจ็บจากการเดินทาง บางทีตัวเอกอาจได้รับการช่วยเหลือและให้คำแนะนำอีกครั้ง เพื่อให้กลับสู่การใช้ชีวิตตามปกติ

15 The Crossing of the Return Threshold การก้าวกลับมาที่เดิม
หลังจากกลับมาสู่ที่ๆจากมา จะเป็นจุดยากที่สุด ที่ตัวเอกจะต้องนำความรู้หรือของวิเศษที่ได้กลับมา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และแบ่งปันกับประชาชนได้


16Master of Two Worlds เทพแห่งสองโลก
โดยปกติช่วงนี้จะเป็นของตัวเอกที่เหนือธรรมชาติ เช่น เยซูหรือพระพุทธเจ้า ช่วงนี้คือ การที่ตัวเอกได้รักษาสมดุลย์ของโลกเอาไว้(โลกแห่งวัตถุกับโลกจิตวิญญาณ)

17Freedom to Live อยู่อย่างอิสระ
การได้อยู่อย่างสงบสุขในปัจจุบ้ัน มีชีวิตอย่างอิสระ

 

 


 

ต้องขอบอกนิดนึงว่า อันนี้ผมแปลมาจาก wiki ครับ
เหนื่อยมากกกกก เยอะชะมัด!

แถมอาจผิดพลาดไปบ้าง ฉะนั้นขอเชิญไปอ่านของจริง เพื่อเพิ่มความเข้าใจนะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Monomyth

เพราะพอดีเลคเชอร์ที่ฟังจากอาจารย์ มันสั้นกว่านี้เยอะ แถมไม่เหมือนกันอีก
(แต่ดันสัญญากับชาวExteenว่าจะอธิบายให้ฟัง เลยต้องหามาสักหน่อย= =")

ส่วนอันนี้คือ Monomyth เวอร์ชั่นที่ผมเล็คเชอร์มาครับ อาจจะต่างไปบ้าง แต่น่าจะดูเข้าใจง่ายกว่าเยอะครับ

เพราะเท่าที่อ่านมา Monomyth ของCampbellนั้น จริงๆ คงเป็นการสรุปตำนานเชิงเทพเจ้าซะส่วนใหญ่ เพราะแอบรู้สึกว่าหนังสมัยนี้มันไม่มีช่วง Return ซะเท่าไร- -"

พออ่านจบแล้ว คงรู้สึกได้ว่า Monomythนี่เป็นต้นแบบของหนังที่ดีได้ทุกเรื่องจริงๆนะครับ
แค่เปลี่ยนชื่อเรื่องกับชื่อบทซักนิดเท่านั้น


ไม่เชื่อลองคิดย้อนดูได้กับ หนังดังๆเรื่องต่างๆ เช่น Star wars, Lord of the ring, Harry potter
หรือหนังใหม่อย่างThe Avatar,The Prince of Persia ก็ยังคงเป็นไปตามผังนี้เช่นเดิม

หวังว่าเอนทรีนี้จะมีประโยชน์กับทุกท่านนะครับ!

 

 

ปล. Monomyth ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับ เรื่องสั้นมากๆ นิทานสำหรับเด็ก หรือซีรี่ย์ยาวมากๆไม่มีจุดจบ
ยกตัวอย่างนะครับ นิทานอีสป, มานีชูใจ, The simpsons = ="  

วันนี้มาแบบสาระเน้นๆเลยครับ

พอดีช่วงนี้เริ่มเข้าโปรเจ็ค Pre-thesis 

อาจารย์เลย เอาเล็คเชอร์เรื่องนึงมาสอน ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์มากๆ ในทุกด้าน

ไม่ว่าจะเป็น การสร้างหนัง การทำการ์ตูน การเขียนบทความ หรือการพูด
เลยเอามาให้ทุกท่านได้อ่านกันด้วยครับ รับรองว่านอกจากมีสาระแล้ว

บางเรื่องยังทำให้หลายคนร้องอ๋อถึงสูตรตายตัวที่ใช้สร้างสรรค์หนังหรือการ์ตูนดังๆหลายเรื่องใช้แน่ๆ


Creative Content Creation: การสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง

Narrative: การเล่าเรื่อง

สามารถแบ่งมุมมองในการเล่าเรื่องได้เป็นสามแบบ คือ

  • First Person View มุมมองบุคคลที่1
    เป็นการเล่าเรื่องจากตัวเอง โดยการเล่าด้วย "ผม" "ฉัน" เพื่อให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเหมือนผู้อ่านเป็นตัวละครนั้นๆ เช่น "เสียงกริ่งดังขึ้น ผมเดินไปที่ประตู แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะเปิดมันดีหรือเปล่า เพราะผมกลัวว่าจะเป็นเจ้าหนี้ของผม" ซึ่งเป็นมุมมองที่แคบ ไม่สามารถเล่าสิ่งที่ตัวละครไม่รู้ได้
  • Second Person view มุมมองบุคคลที่2
    ใช้ "คุณ" ในการเล่าเรื่อง ทำให้การเล่าเรื่องดูไม่ถูกจำกัด สร้างความรู้สึกเหมือนบทความกำลังคุยกับผู้อ่าน และให้ความรู้สึกเหมือนผู้อ่านมีทางเลือกมากกว่า เช่น "คุณได้ยินเสียงกริ่ง คุณไปที่ประตู แต่คุณต้องตัดสินใจว่าจะเปิดประตูดีหรือไม่.... แล้วคุณก็เปิดประตูออกไป พบกับเจ้าหนี้ของคุณ"
  • Third Person view มุมมองบุคคลที่3
    ใช้ "เธอ" "เขา" ในการเล่าเรื่อง สามารถเล่าได้หลากหลายกว่า สามารถเล่ารายละเอียดที่ตัวละครไม่รู้ได้ แต่จะดูห่างเหินที่สุด เช่น "เสียงกริ่งดังขึ้น เขาเดินไปที่ประตู  แต่เขาไม่แน่ใจที่จะเปิดมันดีหรือไม่ เพราะคนที่รอเขาอยู่หลังประตู คือเจ้าหนี้ของเขานั่นเอง"

 

Plot: โครงเรื่อง

วิธีการวางโครงเรื่องที่ดีจะต้องมีหลักการเล่าดังนี้

 
อยากให้ไปดูกราฟของคุณ Chubby ตอนรีวิวหนังมากๆ เพราะรู้สึกส่วนใหญ่จะตรงเด๊ะ 555

  1. Expositioning
    แนะนำตัวละคร เกริ่มเนื้อเรื่องเริ่มต้น ปรับความเข้าใจและจูงผู้อ่านให้รู้สึกถึงบรรยากาศและความเป็นไปของเนื้อเรื่อง เช่น การแสดงภาพบิ๊กเบน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตการณ์นี้เกิดขึ้นที่ลอนดอน หรือการมองเห็นคนใช้เวทย์มนต์กันได้ทุกคน เพื่อแสดงให้เห็นว่า การใช้เวทย์มนต์ในเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา
  2. Rising Action
    การสร้างความขัดแย้ง ความสงสัยให้ผู้ดู เพื่อให้ต้องการหาคำตอบ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวพระเอกซะส่วนใหญ่ โดยแบ่งเป็น
    - พระเอก VS ตัวเอง  เช่น สู้กับจิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง
    - พระเอก VS สังคม   เช่น สู้กับการกีดกันของสังคม ความรวย ความจน
    - พระเอก VS ธรรมชาติ เช่น สู้กับภัยพิบัติของโลก
    - พระเอก VS โชคชะตา เช่น เป็นลูกทาสแต่สุดท้ายก็กลายเป็นขุนนางได้
    - พระเอก VS คน เช่น สู้กับตัวร้าย
  3. Climax
    จุดสูงสุดของเนื้อเรื่อง เฉลยสิ่งที่คนสงสัย แต่อาจไม่สำคัญที่สุด ยังไม่เกิดผลสรุป
    เช่น รู้แล้วว่าคนฆ่าพ่อของพระเอกคือใคร  แต่ก็ยังไม่ได้สู้กับตัวร้ายนั้น
  4. Falling Action
    แสดงผลลัพธ์ที่เกิดจาก Climax นั้น แต่อาจยังเหลือข้อสงสัยอยู่ เช่น พระเอกทนไม่ไหว วิ่งไปสู้กับตัวร้ายแล้วชนะโดยตัวร้ายไม่สู้เลย(ทำไมล่ะ?)
  5. Resolution
    สรุปผลทั้งหมดว่าเป็นยังไง ไขข้อสงสัยของผู้ดูทั้งหมด เช่น ท้ายที่สุดแล้ว คนร้ายแค่บังเอิญฆ่าพ่อของพระเอกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และรู้สึกผิดมาตลอด

Character: ตัวละคร

คือ ลักษณะนิสัยต่างๆที่รวมกันสร้าง ตัวละคร ขึ้นมา
โดยมี Background(เบื้องหลัง)ให้รู้ถึงลักษณะที่มาของนิสัยแต่ละอย่างของตัวละครได้เป็นอย่างดี(แต่อาจไม่เล่าในเรื่องก็ได้) ซึ่งการคิดตัวละครที่ดี คือการคิดตัวละคร ตั้งแต่เกิดเลย
(อาจารย์ยกตัวอย่างถึง เจมส์ บอ