NEWS

Admission 49 ได้ข้อสรุปแล้ว!?!

posted on 12 May 2005 17:19 by chonchon  in NEWS

ภายหลังจากที่กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ออกมาคัดค้านการใช้ระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือระบบแอดมิชชั่น เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2549 โดยเฉพาะการคัดค้านการนำเกรดมาเป็นองค์ประกอบการคัดเลือก เพราะไม่เชื่อมั่นในมาตรฐานของโรงเรียน และกลัวว่าโรงเรียนบางโรงจะปล่อยเกรด หรือให้เกรดเฟ้อ ซึ่งในที่สุดที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ก็มีมติที่จะใช้ระบบแอดมิชชั่นในปีการศึกษา 2549 แน่นอน แต่ปรับองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งได้แก่ผลการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (GPAX) จำนวน 10% ผลการเรียนรู้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้ (GPA) จำนวน 3-5 รายกลุ่มสาระจาก 8 กลุ่มสาระ จำนวน 20% ผลการสอบวัดผลการเรียนรู้รวบยอดระดับชาติ (O-NET) จำนวน 35-70% และผลการสอบวัดความรู้เชิงวิชาการแบบก้าวหน้า (A-NET) หรือวิชาเฉพาะ หรือความถนัดเชิงวิชาชีพ ไม่เกิน 3 รายวิชา จำนวน 0-35% ทั้งนี้ ทปอ.รับปากว่าจะเร่งหาข้อสรุปรายละเอียดขององค์ประกอบ ที่แต่ละคณะวิชาจะใช้ในการคัดเลือกให้เร็วที่สุด นั้น

ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลส เมื่อวันที่ 11 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และผู้แทนคณะวิชาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมกันกำหนดรายละเอียดที่จะใช้ในระบบแอดมิชชั่น ปี 2549 โดยนายภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เผยถึงรายละเอียดต่างๆ จำนวน 9 กลุ่มสาขาวิชา ในระดับอุดมศึกษาว่า รายละเอียดของแต่ละสาขามีดังนี้ กลุ่ม 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น คณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ สหเวชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ เทคนิคการสัตวแพทย์ กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% เท่าๆกัน รวมน้ำหนัก 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 7% รวม 35% สอบ A-NET จำนวน 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ 10% คณิตศาสตร์ 10% วิทยาศาสตร์ 15% รวม 35%

กลุ่ม 2 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม พลังงาน ทรัพยากร เช่น คณะวิทยาศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา กลุ่มละ 3% วิทยาศาสตร์ 6% คณิตศาสตร์ 5% รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 7% เท่าๆกัน รวม 35% สอบ A-NET จำนวน 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 20% คณิตศาสตร์ 10% ภาษาอังกฤษ 5% รวม 35% กลุ่ม 3 สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% เท่าๆกัน รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 8% เท่าๆกัน รวม 40% สอบ A-NET จำนวน 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ คณิตศาสตร์ 10% วิทยาศาสตร์ 10% ความถนัดทางวิศวกรรม 10% รวม 30%

กลุ่ม 4 สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้แก่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา กลุ่มละ 2.5% ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 5% รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 8% เท่าๆกัน รวม 40% สอบ A-NET เพียงวิชาเดียวคือความถนัดทางสถาปัตยกรรม น้ำหนัก 30% กลุ่ม 5 สาขาวิชาเกษตร เช่น คณะเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร วนศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร เป็นต้น กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ คณิตศาสตร์ 4% ภาษาอังกฤษ 4% สังคมศึกษา 3% ภาษาไทย 3% วิทยาศาสตร์ 6% รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 8% เท่าๆกัน รวม 40% สอบ A-NET จำนวน 2 วิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ 20% คณิตศาสตร์ 10% รวม 30%

กลุ่ม 6 สาขาวิชาบริหารธุรกิจพาณิชยศาสตร์ การบัญชี การจัดการ การท่องเที่ยวและเศรษฐศาสตร์ โดยแบ่งเป็น 6.1 สาขาบริหารธุรกิจ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% เท่าๆ กัน รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 7 % รวม 35% สอบ A-NET จำนวน 2 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ 20% ภาษาอังกฤษ 15% รวม 35% ส่วนกลุ่ม 6.2 สาขาการจัดการการท่องเที่ยว กำหนดใช้จีพีเอ 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย 5% คณิตศาสตร์ 5% ภาษาอังกฤษ 10% รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 14% รวม 70% และไม่มีการสอบ A-NET

กลุ่ม 7 สาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แบ่งเป็นสาขาที่เน้นมนุษยศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 4 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย 5% ภาษาอังกฤษ 5% สังคมศึกษา 5% และคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์/ภาษาต่างประเทศ/ศิลปะ 5% รวม 20% โดยให้แต่ละคณะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากมีสาขาวิชาเอกจำนวนมาก สอบ O-NET จำนวน 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา น้ำหนัก 35-70% ซึ่งยังไม่ลงตัว ต้องให้แต่ละคณะกำหนดใหม่อีกครั้ง สอบ A-NET น้ำหนัก 0-35% ก็ยังไม่ลงตัวเช่นกัน ส่วนสาขาที่เน้นด้านสังคมศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 4 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย 5% ภาษาอังกฤษ 5% สังคมศึกษา 5% และคณิตศาสตร์/ วิทยาศาสตร์/ภาษาต่างประเทศ/ศิลปะ 5% รวม 20% โดยให้แต่ละคณะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากมีสาขาวิชาเอกจำนวนมาก สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ สังคมศึกษา 10% ภาษาไทย 10% ภาษาอังกฤษ 10% คณิตศาสตร์ 20% วิทยาศาสตร์ 20% รวม 70%

กลุ่ม 8 สาขาวิชาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ กำหนดใช้จีพีเอ 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 4% เท่าๆ กัน รวม 20% สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 8% รวม 40% สอบ A-NET เฉพาะวิชาเฉพาะ ได้แก่ วิชาวัดแววความเป็นครู 10% วิชาเอก/วิชาเฉพาะ 20% ซึ่งจะกำหนดภายหลัง กลุ่ม 9 สาขาวิชาศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์ ได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิจิตรศิลป์ มัณฑนศิลป์ จิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ กำหนดใช้จีพีเอ 3 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา กลุ่มละเท่าๆ กัน รวม 20 % สอบ O-NET จำนวน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กลุ่มละ 7% รวม 35 % ไม่สอบ A-NET แต่จะทดสอบเฉพาะตามกลุ่มสาขา จำนวน 35% แบ่งเป็น 1. กลุ่มที่สอบปฏิบัติอย่างเดียว ได้แก่ วาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ 2. สอบทฤษฎีและปฏิบัติด้านทัศนศิลป์และการออกแบบ 3. สอบทฤษฎีและปฏิบัติด้านดนตรี และ 4. สอบทฤษฎีและปฏิบัติด้านนาฏศิลป์และศิลปะการแสดง โดยวิชาเฉพาะดังกล่าว ในปี 2549 ทาง สกอ.จะดำเนินการจัดสอบให้ในเดือน ต.ค.2548

นายภาวิชกล่าวด้วยว่า ในปี 2549 ซึ่งจะใช้แอดมิชชั่นเป็นปีแรก หากยอมถูกต่อต้านการศึกษาก็ป่นX เรื่อยๆ อยากให้ ทปอ. สกอ. และมหาวิทยาลัย ร่วมกันแสดงความกล้าหาญในการเปลี่ยนระบบการศึกษาของประเทศให้ได้ ที่ผ่านมาระบบเอ็นทรานซ์ได้สร้างคนขี้แพ้ในสังคมจำนวนมากพอแล้ว จึงอยากให้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้ว สกอ.จะดำเนินการจัดพิมพ์รายละเอียดเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้สาธารณชนทราบ และเดินสายไปทำความเข้าใจในส่วนภูมิภาค ทั้งจะให้หน่วยงานกลางสำรวจความคิดเห็นเรื่องแอดมิชชั่น

นายประเสริฐ ชิตพงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการรับสมัครในระบบแอดมิชชั่นในปี 2549 จะให้นักเรียนสมัครผ่านทางเว็บไซต์ และเสียค่าธรรมเนียมผ่านทางธนาคาร แต่ในการรับสมัครนั้นอาจจะมีนักเรียนบางส่วน ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ที่ประชุมจึงได้มอบให้มหาวิทยาลัยที่เคยเป็นศูนย์รับสมัครช่วยดูแล กรณีที่เด็กไม่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ ส่วนการคัดเลือกและการประกาศผลในปี 2549 นั้น นักเรียนสามารถเลือกได้ 4 อันดับ และให้ สกอ.เป็นผู้ประกาศผล เพียง 1 อันดับ ส่วนการสอบ O-NET และ A-NET จะสอบประมาณวันที่ 27 ก.พ.-3 มี.ค.2549 ทั้งนี้ ในการสอบ O-NET จะสอบเพียง 1 ครั้ง ส่วน A-NET สามารถสอบได้มากกว่า 1 ครั้ง และสามารถเก็บคะแนนไว้ได้ 3 ปี และเลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวจะใช้เฉพาะปี 2549 เท่านั้น ส่วนในปีต่อๆ ไป จะปรับปรุงการดำเนินงานให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้คัดเลือกผู้เรียนเองต่อไป

แหล่งข่าว: http://board.dek-d.com/board/view.php?id=376317


กล่าวได้โหดร้ายจังเลยแหะ- -* คุณภาวิช

ปีนี้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจัง-*- สอบO-NET ได้ครั้งเดียวนี่ลำบากใจจังแหะ....

ในที่สุดอัลบั้ม เพลงชาติไทย เวอร์ชั่นใหม่ของค่ายแกรมมี่ฯก็คลอดออกมาสำเร็จ ใช้เวลาทำแบบเรื่อยๆ สบายๆ ไม่รีบ นับถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 2 ปี หลังจากรับงานมาจากกระทรวงกลาโหม ทำออกมา 6 เวอร์ชั่น

เวอร์ชั่น1แบบเป็นทางการ
เวอร์ชั่น2แบบไม่เป็นทางการ
เวอร์ชั่น3แบบแกรมมี่ซาวด์ เอาใจวัยรุ่น
เวอร์ชั่น4แบบแกรมมี่ซาวด์ เอาใจวัยรุ่น
เวอร์ชั่น5แบบเอาใจเด็กเล็ก
เวอร์ชั่น6แบบเอาใจผู้สูงอายุ

ก่อนกลาโหมและแกรมมี่ฯจะบรรลุไอเดียบรรเจิดนี้ ผู้บริหารทั้งสองส่วนคิดไม่ต่างกันว่า ถึงเวลาต้องนำเพลงชาติไทยที่ร้องและบรรเลงในแบบเก่าๆ ไปเรียบเรียงเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เพื่อให้สามารถนำไปเปิดได้ในหลากสถานที่ หลายสถานการณ์ และให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าเดิม เนื่องจากที่ผ่านๆ มามักใช้เวอร์ชั่นดั้งเดิมเปิดในกิจกรรมต่างๆ จนเฝือ คนรุ่นใหม่ออกจะถูกบังคับให้ฟังมากกว่าอยากฟังเพราะชอบคนร้อง ชอบดนตรี ชอบความแปลกหู ส่วนเด็กๆ ในวันนี้เริ่มร้องเพลงชาติไม่จบกันแล้ว

กระทั่งได้ข้อสรุปว่า สมควรแต่งตัวให้กับ

"ความฮึกเหิม" ได้อินเทรนด์กับเขาบ้าง

ทว่าพอโยนไอเดียนี้ออกมาสู่สาธารณะในตอนนั้นก็มีเสียงวิตกกังวลกลัวไปแต่งไปทำใหม่จนสูญเสียเอกลักษณ์ ในที่สุดทั้งกลาโหมและแกรมมี่ฯต้องออกโรงแจงว่า ไม่ได้เอาไปถอดรื้อใหม่ แค่นำของดั้งเดิมไปเรียบเรียงเสียงร้อง เรียบเรียงเสียงดนตรีใหม่เท่านั้น

ผู้อ่านคงเคยฟังเพลงสรรเสริญพระบารมีเวอร์ชั่นใหม่ในโรงภาพยนตร์ที่ฟังแล้วยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ด้วยคณะนักร้องประสานเสียงชาย-หญิงร่วมกับวงออเคสตรา นั่นแหละเหมือนเพลงชาติเวอร์ชั่นแกรมมี่ฯเดี๊ยะ

ส่วนข้อแตกต่างกันคือ แกรมมี่ฯใช้หลักการตลาดมาจับ คือทำแต่ละเวอร์ชั่นให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ และให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งหลายตลาดมีลูกค้าแกรมมี่ฯทับซ้อนอยู่

อีกประการสำคัญคือใช้นักร้องที่เป็นเครื่องหมายการค้าของแกรมมี่มาร้องทุกคน เพื่อยืนยันความเป็น "แกรมมี่ซาวด์"

เวอร์ชั่นแรก เสียงร้องชาย(เสก โลโซ)-หญิงหนักแน่นฮึกเหิม เหมาะใช้เปิดในสถานที่ราชการ ในงานราชการ งานทหาร หรือกิจกรรมที่ผู้จัดต้องการปลุกเร้าพลังรักชาติ

เวอร์ชั่นสอง ดนตรีเหมือนเวอร์ชั่นแรก แต่เสียงร้องชาย-หญิงนุ่มนวลขึ้น เหมาะเอาไว้เปิดในงานทางการของภาคเอกชน งานมหรสพ หรืองานกึ่งทางการกึ่งลำลอง

เวอร์ชั่นสาม ทำไว้เปิดในงานที่เจ้าของงานชื่นชอบ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ และ ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย ผู้ร้องนำในเวอร์ชั่นนี้ และมีนักร้องรุ่นเก๋า อย่างเสาวลักษณ์ ลีละบุตร, สุนิตา ลีติกุล, พลพล พลกองเส็ง, ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ ฯลฯ ช่วยประสานเสียง ช่วงท้ายสร้างคีย์และเมโลดี้ใหม่ ทำให้ฟังแปลกหูดูมีเสน่ห์

เวอร์ชั่นสี่ ดนตรีทุกอย่างเหมือนเวอร์ชั่นสาม แต่เปลี่ยนมาเป็นนักร้องรุ่นใหม่ในค่ายขับร้อง โปรดิวเซอร์คงอยากให้เวอร์ชั่นสามและสี่ช่วยดึงคนรุ่นใหม่มาสนใจเพลงชาติเพิ่มขึ้น เหมาะกับการเปิดในโรงเรียนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย

เวอร์ชั่นห้า ใช้น้องพลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ร้องนำ มีคณะเยาวชนประสานเสียง นี่เลยเปิดในโรงเรียนอนุบาลยันประถม 6

เวอร์ชั่นหก เสียงร้องและดนตรีเนิบช้า ใช้เครื่องดนตรีไทยอย่างอังกะลุง ขลุ่ย ซอ สอดประสานเครื่องสายวงใหญ่ เหมาะกับผู้สูงอายุ เป็นงานเพลงชุดหนึ่งซึ่งตอบสนองการนำไปใช้ประโยชน์ของทางราชการมากกว่าจะเปิดพื้นที่ให้โปรดิวเซอร์โชว์ฝีไม้ลายมืออะไรไปมากกว่านี้

ถึงที่สุดแล้วแกรมมี่ฯอาจจะเหนื่อยฟรีก็ได้ ถ้าผู้มีอำนาจไม่อนุมัติให้เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ตามที่ตกลงไว้แต่ต้น แต่ถ้าได้รับความเห็นชอบให้เผยแพร่ละก็

เพลงชาติไทยสไตล์

"แกรมมี่ซาวด์"

จะแทรกซึมไปทั่วทุกหัวระแหงใน

ประเทศนี้...ตั้งแต่เกิดยันตาย

*ย้อนอดีตเพลงชาติไทย พ.ศ.2482

รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย ทำให้เกิดการประกวดเพลงชาติใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ชิงรางวัล 1,000 บาท ในที่สุดคณะรัฐมนตรีเลือกคำร้องของหลวงสารานุประพันธ์ รองเจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม ซึ่งส่งเข้าประกวดในนามของกองทัพบก โดยมิขอรับผลตอบแทนแต่อย่างใด ภากร ปาจิณพยัคฆ์ บุตรชายของหลวงสารานุประพันธ์ บันทึกถึงการทำงานของบิดาซึ่งใช้เวลาแต่ง 3 วัน ว่า "พ่อลงมือแต่งในตอนเช้า วันหนึ่งก่อนวันประกวดไม่กี่วัน พ่อยังนุ่งผ้าขาวม้าจะเข้าห้องน้ำ แต่สมองแล่น คว้าได้กระดาษดินสอพ่อก็นั่งลงตรงเชิงบันไดหลังบ้านนั่นเอง วางข้อศอกพาดธรณีประตูแล้วก็วาดอักขระออกมาเป็นเนื้อร้องที่เกือบจะใช้การได้เลย" วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 รัฐบาลจึงได้ประกาศ "รัฐนิยมฉบับที่ 6" ให้ใช้ทำนองเพลงชาติของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบฉบับที่มีอยู่ในกรมศิลปากร ส่วนเนื้อร้องให้ใช้บทเพลงของหลวงสารานุประพันธ์ ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ในทุกวันนี้ ปลาย พ.ศ.2546 กระทรวงกลาโหมให้ค่ายแกรมมี่ฯจัดทำเพลงชาติใหม่โดยมีเนื้อร้องทำนองเดิม เพื่อนำไปใช้ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ และสถานที่ต่างๆ ขณะนี้เหลือเพียงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และผู้ใกล้ชิด ตรวจพิจารณารับหรือไม่รับงานชิ้นนี้เท่านั้น

แหล่งที่มา: http://talk.sanook.com/hot/hot_02060.php


นายกทักษิณอย่าบ้าจี้ตามเชียวนะคับ="= ผมว่าเพลงชาติไทยแบบดั้งเดิมนี่ล่ะที่ให้ความรู้สึกรักชาติที่สุด ขืนเอามาทำทำนองใหม่ มันจะเสียหมด พวกคุณคิดว่าอย่างไรกันบ้างครับ

ข่าวใหม่มาแรงกับเทรลเลอร์ตัวใหม่ของ FF7ac (อีกแล้ว)

มีใครรู้สึกบ้างไหมว่ามันออกเยอะจนไม่ต้องดู

ก็น่าจะพอเดาเนื้อเรื่องได้ทั้งเรื่องแล้ว- -*

นี่คือภาพจากเทรลเลอร์ครับ

chonchonjung View my profile






หารีวิวการ์ตูนที่นี่เลย!

Recommend